อ่านละคร แรงเงา ตอนที่ 14 วันที่ 3 พ.ย. 55

อ่านละคร แรงเงา ตอนที่ 14 วันที่ 3 พ.ย. 55

กลางร้านกาแฟมีการขึงม่านราคาถูกรับหมอดู พิณอยู่กับคณาญาติร่วมความเชื่อนังพนมมือแต้ ตรงหน้ามีอาจารย์พราหมณ์มุ่นมวยน้อยเท่าหอยขมไว้ท้ายทอย แต่งชุดขาว บุญราศีและรองพื้น กำลังกรีดนิ้วคำนวนง่วน แปลกและมุตตานั่งอยู่มุมร้าน
“ยายตานี่จะได้พึ่งไหมคะหมอ มันสวยออกอย่างงี้ ฉันอยากให้มันประกวดนางงาม ดีไม่ดีได้เป็นดาราหรือไม่ก็นักร้อง”
“ลูกคนนี้ไม่ดี จะไม่ได้พึ่ง” หมอดูสวนทันควัน
“ว้าย”

“แต่อีกคนนี่ดีมาก จะได้เป็นเจ้าคนนายคน จะมีทุกอย่าง มีฐานะ มียศ มีอำนาจ พ่อแม่จะได้พึ่ง”
“อะไรนะหมอ นังนินน่ะหรือ มันหัวดีจริงๆ ต๊าย จะเป็นหมอได้ไหมคะ”
“เด็กคนนี้มีปัญญาเป็นอาวุธ จะได้ดีด้วยตัวเอง ไม่ได้จากพ่อแม่ จะรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีเชียวแหละ”
มุนินทร์แอบฟังบนบันไดอยู่พิศวงในคำทำนาย พิณครุ่นคิด



“เออใช่ มันงกมาตั้งแต่เด็ก คิดดูซี ให้เงินมันไปโรงเรียน มันไม่ใช้ซักสลึง อยู่แค่ ม. 5 มีเงินเก็บตั้งแปดหมื่น แล้วเอามาให้พ่อให้แม่ซ่อมร้าน”
บรรดาญาติร้องฮ้าไฮ้คล้ายเห่เรือ พิณยืนยันเริ่มเอนเอียงมากขึ้น ทันใดหมอก็มีอาการผวาคล้ายองค์มาประทับเพิ่มอีก 1 องค์
“แต่คนน้องนี่ระวังนะ จะเสียผู้เสียคนเพราะผู้ชาย”
พิณตบอกผางมองไปที่มุตตา
“ต๊าย ฉันกะอยู่แล้วเชียว”
มุตตาอายเดินออกจากร้านไป
“ก่อนจะถามต่อ หมออยากถามว่าพวกลูกใครเคยทำแท้งหรือเกี่ยวข้องรู้เห็นกับการทำแท้งบ้าง”

มุนินทร์มีแววสมเพช อับอาย รู้สึกผิดปะปนไปหมด น้ำเสียงสั่น

“และมันทำให้แม่ยิ่งเชื่อคำทำนาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ว่าตาจะเสียคนเพราะผู้ชาย”
ในอดีตที่ร้านกาแฟมุตตาเอากาแฟกับขนมปังปิ้งมาวางที่โต๊ะ ยิ้มทักทายลูกค้าหนุ่ม พิณเอากระบวยตักน้ำฟาดหม้อต้มน้ำ ตวาดแว๊ดให้เข้ามา มุตตาอายและตกใจ
หลังร้านมุตตาเอาผ้าไปตาก มีหนุ่ม 3 คนมาชะเง้อ ทันใดมีน้ำสาดโครมมา 3 หนุ่มกลายเป็นลูกหมาตกน้ำ พิณเดินมา แปลกก็ระแวงระวังด้วย
ตกเย็นมีหนุ่มจิ๊กโก๋แซวมุตตา หมอบีเข้าขวางเกิดชกต่อยกัน มุตตาตกใจร้องห้ามขณะที่มุนินทร์เชียร์อย่างเมามัน เด็กอื่นๆ มุงดู
อาซิ้มเง็กลั้ง แม่หมอบีตีหน้ายักษ์ จูงมือลูกชายที่หน้าแตกฟกช้ำ หมอบีก้มหน้าพยายามห้ามแม่ที่หน้าร้านกาแฟ พิณเท้าสะเอว มุตตายืนหน้าซีด แปลกยืนอึ้งอยู่ในร้าน มุนินทร์อยู่กับพ่อมองดูอย่างสะใจ
“ลื้อเลี้ยงลูกยังไง ให้ท่าให้ทางผู้ชายไปทั่ว หมอบีน่ะยังเด็กอั้วขอไว้คนเถอะ อย่าเพิ่งเอามันทำผัวเลย”
“ม้า”
“ฉันก็ไม่ได้อยากได้ลูกแกเป็นลูกเขย ต๊าย อยู่แค่ ม. 5 เรียกลูกว่าหมอ แล้วคงได้เป็นหมอตี๋ขายยาผีบอกมากกว่า”
“งั้นลื้อก็สอนอีมุตตา ให้มันหาผัวดีๆ รวยๆ ก็แล้วกัน แต่คงสอนกันไม่ได้เพราะอีแรดเหลือเกิน สักวันคงจะท้องไม่มีพ่อ”
หมอบีร้องให้แม่หยุด พิณโกรธสุดขีดจิกผมมุตตาที่ยังอยู่ในชุดนักเรียน มุตตาล้มลง
“ได้ยินไหม ได้ยินมันด่าไหม ทีนี้ยังจะแรดอีกไหม ฉันจะตีแกให้หายแรด”
พิณคว้าไม้ขัดหม้อใหญ่ฟาดมุตตาตามตัว แขน มุตตาปิดป้องร้องขอความเมตตา น้ำตาไหลพราก ผู้คนมุงดูยิ่งกว่าลิเกที่เปิดวิกกลางตลาด
“แม่”
“สวยนักหรือ แต่ตัวเก่งนักหรือ แต่งไปยั่วผู้ชายนี่เอง คอยดูนะถ้าแกไปคบผู้ชายที่ไหนอีกฉันจะเอาเลือดหัวแกออก”
หมอบีร้องห้าม อาซิ้มดึงลูกชายกลับ พิณตีมุตตาล้มลุกคลุกคลานหน้าร้าน แปลกเข้ายุดตัวพิณ พิณหัวฟูดิ้นรนเหมือนคนบ้าปาไม้ใส่มุตตาส่งท้าย มุตตาคุกเข่านิ่งกับพื้น มุนินทร์มองดูกัดริมฝีปากตัวเองก้าวไปยื่นมือไปจะประคองน้อง แต่มุตตามองตาแข็งกร้าว น้ำตาเต็มหน้า

“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน”
“ก็ดี”

มุตตาลุกขึ้นไม่มองใครเดินขึ้นชั้นบน
มุตตาเข้ามาในห้องนอนทิ้งตัวลงนอนกับเตียงร้องไห้แทบขาดใจ
เวลาผ่านไป มุตตาน้ำตาแห้งแล้วลุกไปปิดหน้าต่างลงในห้องมืดมิด มีเพียงไฟโคมอ่านหนังสือ ส่องไปยังนิยายโรมานซ์เป็นตั้ง ดีวีดีหนังรักหวาน มุตตานั่งลงเปิดหนังสืออ่านอย่างหนีไปในโลกอักษรนั้น

มุนินทร์ยิ้มเศร้าๆ กับเรื่องราวในอดีต
“นับจากนั้นตาปิดกั้นตัวเองจากผู้ชายทุกคน ตาเลยไม่รู้จักผู้ชายไม่ว่าเลวหรือดี ตาไม่รู้ว่าธาตุแท้ของผู้ชายเป็นยังไง นอกจากผู้ชายในนิยายโรมานซ์เท่านั้น” มุนินทร์เช็ดน้ำตา ลูกศรฟังอย่างเห็นใจและเข้าใจ “ตอนเข้ามาเรียนตรีในกรุงเทพฯ ตากับฉันก็แทบไม่ได้ติดต่อกันอีก”
มุนินทร์สะอึกกึ่งสะอื้นแต่ดวงตาแห้งผาก ลูกศรนั่งใกล้เอามือหนึ่งแตะหลังไว้ มุนินทร์ลูบหน้าเหมือนจะลบความขมขื่นลงบ้าง
“แล้วเธอก็ไปต่อโทกับฉันที่นิวยอร์ค แล้วก็รับจ็อบทำงานทุกอย่างเหมือนคนบ้า”
“ใช่ คนมันกลัวจนน่ะ แต่ปีเดียวฉันก็เก็บเงินได้ก้อนใหญ่ ฉันให้พ่อแม่เลิกทำร้านกาแฟ หันมาทำไร่ดอกไม้และขยายออกไปทุกปี พอตาเรียนจบฉันก็บงการให้ตากลับมาทำไร่” มุนินทร์สะอึก “แต่ตาทนไม่ได้และอยากพิสูจน์ว่าตาก็สู้ชีวิตได้เหมือนกัน ในที่สุดตาก็ได้งานเป็นข้าราชการตัวเล็กๆ ในกองๆ หนึ่ง ที่มีผู้อำนวยการกองเป็นซาตานในคราบเทพบุตร”
“และนั่นคือคุณเจนภพ อาของคุณวีกิจ”
“จากนั้นตาก็ถูกผู้ชายโฉดชั่วคนนั้นหลอกจนเสียผู้เสียคน ตามคำทำนายของหมอดูบ้านั่น คำทำนายที่จะไม่เป็นจริง ถ้าพ่อ แม่ กับฉัน ไม่ทำกับตาแบบนั้น”
“นินเธอก็รู้ ชีวิตคนมันมีปัจจัยมากมายหลายอย่างนัก มันอาจไม่ใช่แค่ที่เธอเล่าก็ได้”
“ไม่ว่ายังไง ฉันก็คือคนผลักให้ตาจมลงสู่ความชั่วร้ายของเมืองหลวง”
มุนินทร์ดึงดัน ลูกศรมองพูดอย่างจริงจัง
“นิน เธอเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมบ้างไหม”
“ฉันก่อกรรมกับตาไว้ไง ฉันถึงได้ทุกข์ทรมานใจอยู่ขนาดนี้ แล้วคนพวกนั้นที่ก่อกรรมกับตาก็ต้องถูกกรรมสนองให้มันเจ็บปวดทุรนทุรายเหมือนกัน”
“กฎแห่งกรรมเป็นเรื่องสลับซับซ้อนกว่าที่เธอเข้าใจมากมายนัก เอาไว้ฉันจะคุยเรื่องนี้กับเธอวันหลัง อุ๊ย”
มือถือมุนินทร์ดัง ลูกศรหยิบมาดู “เมสเสจ คุณวีกิจ แน่ะ เตือนเรื่องปาร์ตี้วันเกิดของเขา เตรียมของขวัญ
ให้เขาแล้วรึยัง”
“เรียบร้อย”
“งั้นเธอนอนพักผ่อนได้แล้ว ฉันก็จะกลับบ้านไปนอนเหมือนกัน”
“ขอบใจลูกศร”
“ลืมเรื่องร้ายๆ ทั้งหมดเสียนะ แล้วนึกถึงแต่เรื่องดีๆ ของคุณวีกิจ”

ลูกศรออกไป มุนินทร์ครุ่นคิด
เช้าวันรุ่งขึ้นบัวถือถาดของใส่บาตรเดินมาจากในบ้าน สร้อยคำถือขันข้าวใบใหญ่ สร้อยคำคืนดีกับลูกชายแล้วแต่ยังต้องทำเย็นชานิดๆ ให้ลูกเกรง ถวายอาหารพระ แล้วไหว้พร้อมกันทั้งสามคน พระแยกไป

“สุขสันต์วันเกิดนะคะ คุณกิจ”
บัวบอกวีกิจยิ้มสดใส รับขันข้าวมาจากสร้อยคำ

ขณะนั้นมุนินทร์ยังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง มือขาวซีดยื่นมาจับไหล่ของมุนินทร์ มุนินทร์สะดุ้งเฮือกพลิกร่างมา ร่างขาวเหมือนซากศพของมุตตายืนอยู่ข้างเตียง
“ไปนะตา อย่ามาหลอกหลอกฉันอีก”
“เธอจะวางมืออีกแล้วหรือ”
“ตา พอเถอะนะ ฉันทำกับพวกเขาเกินไปแล้ว พวกเขาเจ็บปวดทนทุกข์ อับอายมามากพอแล้ว”
“แล้วดูสิ่งที่เขาทำกับเธอ เมื่อคืนเขาส่งไอ้ฆาตกรมาฆ่าเธอนะ เธอต้องล้างแค้นให้ความทุกข์ของเราทั้งคู่”
“ตา ความเกลียด ความอาฆาตพยาบาทมันเหมือนไฟ มันไม่ได้เผาแค่คนอื่น แต่มันเผาเราด้วย”
“เหมือนความเกลียดของเธอที่มีต่อฉันใช่ไหม”
มุนินทร์ผงะ ดวงตาเบิกกว้างรู้สึกผิดมหาศาล
“เธอเกลียดและผลักไสให้ฉันไปเผชิญกับโลก และฉันก็ถูกแผดเผาจนไม่ได้มีอะไรเหลือ”
“ตา ฉันขอโทษ”
ใบหน้ามุตตาคล้ายการยิ้มเยาะ แล้วกลายเป็นหัวเราะเยาะเย้ย
“เธอใจอ่อนเพราะหลงรักวีกิจต่างหาก ทั้งๆ ที่จริงเขาไม่ได้รักเธอด้วยซ้ำ เขาไม่ได้รักเธอ เขารักฉัน ทุกๆ คนรักมุตตา ไม่มีใครรักมุนินทร์”
“ตา ฉันอยากให้มันจบ”
“นพนภาจะไม่ยอมให้มันจบง่ายๆ หรอก เลือดจะต้องนำมาซึ่งเลือดตลอดไป”
มุนินทร์ผวาตื่นลุกขึ้น ลุกมาเปิดลิ้นชักโต๊ะ หยิบของขวัญของวีกิจขึ้นมามองดู ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้นอีกครั้ง
เนตรนภิศกำลังพูดสายกับนพนภา อมรเดินมาจากชั้นบนได้ยินพอดี

“จะไปเที่ยวช่วงวีคเอนด์ ให้หนูไปเฝ้าบ้าน ได้ค่ะพี่ ไม่ต้องห่วงค่ะ จะไปเย็นนี้ล่ะ เที่ยวให้สนุกนะคะพี่”
เนตรนภิศวางสาย
“พี่สาวคุณจะไปไหนเหรอ”
“ไประยองค่ะ หยุดยาวสามสี่วันนี่ ไปกันทั้งบ้าน แถมซื้อรถใหม่ให้ผัวขับเสียด้วย”
“แล้วเมื่อกี้คุณบอกจะไปเฝ้าบ้านให้เขาเหรอ”
“ค่ะ มรไปอยู่บ้านพี่นภาด้วยกันไหม”
“ไม่ล่ะ ผมเองก็มีนัดกับเจ้าพงศ์มันเหมือนกัน” อมรรีบปฏิเสธ
“ไปไหนเหรอคะ”
“ว่าจะไปดำน้ำดูปะการังน่ะ แต่ยังไม่ได้เลือกที่เลย”
“ไม่เห็นบอกกันก่อนเลย ฉันจะได้ปฏิเสธพี่นภาแล้วไปกับคุณด้วย”
“อย่าเลยครับ ผมไปแบบสมบุกสมบัน คุณจะไม่สนุกเปล่าๆ”
“ก็ได้ งั้นฉันไปเตรียมตัวก่อนนะ”
เนตรนภิศแยกไป อมรโทรหาพงศกรทันที
“นายเหรอ นภิศไม่อยู่ช่วงวีคเอนด์นี้หาอะไรสนุกๆ ทำกันดีกว่า”
อมรยิ้มเริงร่า

เนตรนภิศมาเฝ้าบ้านให้นพนภา เนตรนภิศนอนหัวสั่นหัวคลอนบนเตียงนวดเอาชุดกรุยกรายของนพนภามาใส่
แต้วเดินเอาของว่างมาวางแล้วพูดประชด
“แหม คุณผู้หญิงให้คุณนภิศมาเฝ้าบ้าน ไม่ยักกะชวนไปด้วยนะคะ”
เนตรนภิศยิ้มเยาะ
“เขาจะชวนไปทำไม เขาเห็นฉันเหมือนเธอน่ะแหละ”
“เหมือนยังไงคะ เป็นสาวโสดประจำซอยเหรอ”
“ไม่ใช่ เขาเห็นฉันเป็นขี้ข้า ชี้นิ้วบงการมาตั้งแต่ฉันจำความได้”

“อู๊ย งั้นก็ไม่เหมือนหรอกค่ะเพราะถ้าหนูไม่อยากทำก็ไม่ทำ เอ คุณทิ้งคุณอมรให้อยู่บ้านคนเดียว ไม่กลัวไปซุกซนบ้างหรือคะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกสามีฉันน่ะ เขาไม่เหมือนคุณผู้ชายของเธอ คลำดูไม่มีหางก็เอาแล้ว”
แต้วเอื้อมมือไปคลำบั้นท้ายตัวเอง


“เอ หนูก็ไม่มีหางนะคะ ไม่เห็นเอา”
เนตรนภิศทำตาปริบๆ โทรศัพท์บ้านดังขึ้น แต้วคลานไปรับ
มุนินทร์ดวงตาแข็งกระด้างยืนอยู่ที่โถงกลาง ตรงหน้ามีกล่องของขวัญของวีกิจวางอยู่
“ฮัลโหล ขอพูดสายกับนพนภาหน่อย”
“ไม่อยู่ค่ะ” แต้วบอกเพราะจำเสียงมุนินทร์ได้
“ไปไหน”
“คุณผู้หญิงห้ามบอกใครๆ โดยเฉพาะพวกชอบทำตัวเป็นเมียน้อย”
“มีใครไปบ้าง”
“คุณผู้หญิงห้ามบอกใครๆ ค่ะ โดยเฉพาะพวกชอบแย่งผัวชาวบ้าน”
“เขาไปกันที่ไหน”
“นี่คุณเมียเก็บ หนูไม่ใช่คนใช้โง่ๆ เซราะกราวนะจะได้มาหลอกถามกันได้ เชอะ”
เนตรนภิศก้าวมายืนค้ำหัวแต้ว
“เอามานี่ซิแต้ว ฉันพูดเอง เออ ฉันหิวน้ำ ขอน้ำให้ฉันซักแก้ว”
แต้วส่งโทรศัพท์ให้เนตรนภิศแล้วเดินไป เนตรนภิศรอให้แต้วลับสายตาจนคุยโทรศัพท์กับมุนินทร์
“ฮัลโหล เธอเองเหรอยายมุตตา”
“ค่ะ ฉันเอง”
“ฉันน้องสาวพี่นภาที่หล่อนเคยตบฉันไง หล่อนจะโทรมารังควาญพี่สาวฉันทำไม”
“ฉันแค่อยากรู้ว่าตอนนี้ ผ.อ.อยู่ที่ไหน”
“อย่าไปขัดความสุขเขาเลย พี่นภาเขาฉลองรถใหม่ที่ซื้อให้พี่ภพ ราคาตั้งแปดล้าน ตอนนี้เลยขับไปเที่ยวทะเลกันทั้งครอบครัว”
“อ้อ กำลังมีความสุขเหรอคะ น่าอิจฉาจัง”
“หล่อนจะต้องอิจฉามากขึ้นไปอีก ถ้ารู้ว่าตอนนี้พี่ภพเขากลับมาคืนดีกับพี่นภาแล้ว ทริปนี้เหมือนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์รอบสอง เขาไปกันที่โรงแรมพรินซ์ ระดับห้าดาวเชียวนะ น้ำหน้าอย่างหล่อนคงไม่มีปัญญาเหยียบเข้าไป
หรอก”

มุนินทร์ยิ้มออกมาเพราะรู้ว่าเนตรนภิศกำลังให้ข้อมูลแบบเนียนๆ จึงนิ่งฟังข้อมูลที่พรั่งพรูจากเนตรนภิศ
วีกิจคิ้วขมวดมุ่นพยายามโทรศัพท์หามุนินทร์แต่ไม่ติด กริบยืนอยู่ข้างๆ ข้างกายคือโต๊ะวางของขวัญหลายกล่อง ที่นี่คือร้านอาหารเล็กๆ ที่ถูกเหมาทั้งฟลอร์เพื่อจัดงาน เพื่อนส่วนใหญ่จากที่ทำงานมากัน ทิพอาภา แจงจิต อรพิมถือเครื่องดื่มกับออร์เดิร์ฟเดินมาหาวีกิจ วีกิจยิ้มสดใส ปริม เลอลักษณ์ นักรบ ฉกรรจ์แอบซุบซิบเล็งมาที่กริบกันใหญ่


“เมื่อไรมุตตาจะมาซักทีฮะ คุณเจ้าภาพ” แจงจิตถามวีกิจ
“คงซักสองทุ่มมังครับ เห็นเขามีงานด่วนเข้ามาเรื่อย”
“งานบริษัทคอมพิวเตอร์ ทำประชาสัมพันธ์ ต้องภาษาดีนะเนี่ย”
“คิดถึงตาจังเลย ยอมเจอแต่คุณกิจ ไม่ยอมติดต่อพวกเราเลย”
ปริมเดินเข้ามา แต่งหน้าเข้มกว่ากลางวันเจ็ดเท่าแถมเพิ่มต่างหูยาวถึงเนินนม
“เป็นเธอ เธอจะมาหรือ ไปผูกมือผูกตีนกันในม่านรูดแบบนั้น”
เกิดอาการวงแตก วีกิจหน้าเผือดลง ทิพอาภาซีดลงไปอีก แจงจิตพยักหน้ากับอรพิม
“ต๊าย นังปากท่าแร่”
“ท่าแร่อะไรกันยะ ฉันคนกรุงเทพฯ”
“อรเขาเปรียบน่ะ ว่าปากเธอน่ะเหมือนกับกินหมาเข้าไป” แจงจิตอธิบาย
“อ๋อ ก็เลยปากหมา”
ปริมร้องวี๊ดกระทืบเท้าเดินกลับไปหากลุ่มเลอลักษณ์ อรพิม ทิพอาภามองกริบตาเป็นมัน
“เพื่อนคุณกิจชื่ออะไรนะ”
“ชื่อกริบ ผู้ช่วยผู้จัดการแบงก์ที่พวกเราเปิดบัญชีกันไง”
“ตาย ทำไมไม่เคยเห็น มัวแต่อีแบงกิ้ง”
“ดีจัง งั้นเลิกใช้เอทีเอ็มดีกว่า”
ทิพอาภาหลุดบทสาวซีด อรพิมตาขวาง ทิพอาภาทำไม่รู้ไม่ชี้
“เดี๋ยวฉันไปคุยด้วยดีกว่า เผื่อขอกู้เงินมาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดกะทัดรัดของฉัน”

“ที่บางแปลงน่ะ มันพัฒนาไม่ขึ้นหรอกนะ มันตายแห้งตายแล้ง”
วีกิจเดินมาสมทบกริบที่ยืนอยู่โต๊ะบุฟเฟ่ต์ กำลังตักของกิน ไม่รู้ว่านักรบ ฉกรรจ์มาตักอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไร


“ต๊าย ทั้งอวบ ทั้งขาว ทั้งยาว ทั้งใหญ่”
“ข้อลำล่ำสัน น่าพลิกพลิ้วชิวหาทั้งแทะทั้งโลม”
“นี่ หล่อนพูดถึงอะไรยะ”
“นี่ไงไส้กรอก ไส้กรอกเยอรมัน”
“ฉันพูดถึงแหนม รณเดช เอ๊ย แหนมข้อไก่”
กริบพูดเสียงดังกับวีกิจ
“โอ้โฮ น่ากระทืบเป็นบ้าเลย”
ฉกรรจ์จิ้มไส้กรอกยาวมา นักรบถือข้อไก่ค้างถอยกรูด
“อะไรวะ”
“มดปากคันว่ะ เมื่อกี้ไต่อยู่ตรงนี้สองตัว”
ฉกรรจ์กับนักรบค้อนตาละห้อย เริ่มเกามือ เกานม ปากบ่นว่าถึงร้ายก็รัก , ปากร้ายแต่คัน
ทิพอาภา อรพิม แจงจิตยังอยู่หน้างาน ทิพอาภาขยับแว่นมองไป
“ตามาแล้ว”
วีกิจยินดีก้าวมา มองปราดไป
“คุณนกต่างหากฮะ”

อ่านละคร แรงเงา ตอนที่ 14 วันที่ 3 พ.ย. 55

ละครเรื่อง แรงเงา นำแสดงโดย: เจนี่, เคน ภูภูมิ, ปิ๊ป รวิชญ์, ธัญญ่า ธัญญาเรศ
ละครเรื่อง แรงเงา บทประพันธ์โดย นันทนา วีระชน
ละครเรื่อง แรงเงา บทโทรทัศน์ : วิสุทธิชัย บุณยะกาญจน
ละครเรื่อง แรงเงา กำกับการแสดง : ชนินทร ประเสริฐประศาสน์
ละครเรื่อง แรงเงา ผลิต : บ. บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด โดย อรุโณชา ภาณุพันธ์
ละครเรื่อง แรงเงา แนว : ดราม่าเข้มข้น
ละครเรื่อง แรงเงา ออกอากาศวันจันทร์ และอังคาร เวลา 20.30 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ละครเรื่อง แรงเงา เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ที่มา manager