อ่านละคร รากบุญ วันที่ 4 ธ.ค. 55

อ่านละคร รากบุญ วันที่ 4 ธ.ค. 55

เจติยาโดนพิสัยบีบคอจนหายใจไม่ออก
นิษฐาตกใจ “ปล่อยเพื่อนฉันนะ”
ทันใดนั้นเสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้นพอดี พิสัยปล่อยมือจากเจติยาแล้วกระชับปืนก่อนจะเดินไปแหวกม่านดูแล้วเดินออกไป เจติยาไอสำลักออกมาเล็กน้อย
นิษฐาเป็นห่วง “เป็นยังไงมั่งเจ”
“ไม่เป็นไรหรอก”
พิสัยเดินกลับเข้าบ้านมา
“ผู้ช่วยฉันมาแล้ว” พิสัยมีสีหน้าสะใจ
เจติยาและนิษฐาหันไปมองแล้วก็ตกใจมากที่คนที่เดินตามเข้ามาติดๆ คือปริม ปริมยิ้มเหยียดๆ ด้วยความสะใจปนสมน้ำหน้า

เจติยาและนิษฐาที่ถูกมัดมือถูกเหวี่ยงเข้าไปในห้องจนล้มลงกับพื้น ปริมและพิสัยช่วยกันลากทั้งสองคนขึ้นมา ปริมเข้าไปจับตัวนิษฐาไว้ ส่วนพิสัยไปจับตัวเจติยาแล้วมัดขาจนแน่น ก่อนจะไปมัดขานิษฐาต่อ
พิสัยบอกปริม “เธอช่วยมัดปากมันด้วย เดี๋ยวจะแหกปากเสียงดัง”



ปริมรับผ้าผูกปากจากพิสัยมาถือเอาไว้
พิสัยผูกขานิษฐาเสร็จแล้วก็สั่งปริม “เธอเฝ้ามันไว้ก่อน ฉันจะไปถอยรถพวกมันไปซ่อนให้ลับตาหน่อย”
“เร็วๆ ล่ะ ฉันจะรีบกลับ” ปริมบอก
พิสัยเดินออกไปจากห้อง ปริมกอดอกยืนมองด้วยสีหน้าสมน้ำหน้า
“ทำไมคุณต้องช่วยนายพิสัยด้วย คุณรู้รึเปล่าว่าเค้าเป็นฆาตกรฆ่าคุณชูจิต” เจติยาถาม
ปริมยักไหล่กวนๆ “แล้วไง ฉันไม่สนหรอก ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้ดีอะไรกับฉันนักหนา ตายช้าไปด้วยซ้ำ”
นิษฐาโมโหแทน “ใจร้ายใจดำยังงี้นี่เอง คุณต้นถึงได้ขอเลิกกับเธอ”
ปริมโกรธมากจึงชี้หน้าทั้งคู่ “ปากดีไปเถอะ พรุ่งนี้คนของฉันก็จะพาพิสัยหนีออกนอกประเทศแล้ว” ปริมยิ้มเยาะ “พวกแกหมดประโยชน์เมื่อไหร่ มันก็คงฆ่าหมกแถวชายแดนนั่นล่ะ”
ปริมมีสีหน้าสะใจก่อนจะตรงเข้ามาเอาผ้าปิดปากนิษฐา แม้นิษฐาจะขัดขืนแต่ก็ไม่มีปัญญาสู้ เพราะถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้
เจติยามองปริมด้วยความสงสัย “คุณทำแบบนี้เพื่ออะไร ไปรับใช้คนเลวอย่างมันทำไม คุณกำลังตกเป็นเครื่องมือของมันอยู่ รู้ตัวมั่งมั้ย”
ปริมตวาด “หุบปากซะทีเถอะน่ะ”
เจติยาเดาสุ่ม “มันกุมความลับอะไรคุณอยู่ใช่มั้ย คุณถึงต้องยอมรับใช้มัน”
ปริมอึ้งเพราะเจติยาเดาถูกจนจี้ใจดำ ปริมตวาดสวน “ไม่ใช่เรื่องของแก” ปริมจิกหัวเจติยา “ถึงฉันจะโดนไอ้พิสัยมันหลอกใช้ ฉันก็ยอมโดนหลอก ถ้าแลกกับการได้เห็นแกตาย มันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม ฉันเกลียดแก ได้ยินมั้ย ฉันเกลียดแก” ปริมมีสีหน้าเคียดแค้น ชิงชัง
ปริมผลักหัวเจติยาจนหน้าคว่ำก่อนจะเอาผ้าไปปิดปากอย่างแรง นิษฐาได้แต่ชำเลืองมองเพื่อนด้วยความเป็นห่วง

เวลาผ่านไป ปริมยื่นกระเป๋าหนังใบย่อมให้พิสัยที่นั่งอยู่ที่โซฟารับแขก
“อ้ะ ทุกอย่างที่นายต้องการ”
พิสัยยิ้มๆ แล้วรับกระเป๋ามาเปิดดู “ขอบใจมากที่รัก”
ปริมทำสีหน้าท่าทางรังเกียจ “เอาซีดีมาให้ฉันซะที แล้วก็หวังว่านายจะเป็นลูกผู้ชายพอ ไม่ก็อปสำรองเอาไว้แบ็คเมล์ฉันอีก”
พิสัยเงยหน้ามองแล้วยิ้ม “ฉันไม่ทำหรอกน่า คำไหนคำนั้น” พิสัยทำหน้ากวนเล็กน้อย “แต่ยังไม่ให้”
ปริมหัวเสีย “เอ๊ะ แกจะเอายังไงกับฉัน”
“รอให้ฉันพ้นชายแดนอย่างปลอดภัยก่อนซี”
ปริมเจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้ “ไม่รู้เวรกรรมอะไรของฉันต้องมาเจอกับแก ชีวิตฉันต้องพังพินาศก็เพราะแกคนเดียว”
พิสัยขำกวนๆ “ชาติก่อนเธอคงเคยทำกรรมไว้กับฉันมั้ง”
ปริมไม่ขำด้วย เธอจ้องหน้าพิสัย “ก็ขอให้จบกันที่ชาตินี้เถอะ ฉันอโหสิให้”
พิสัยหัวเราะชอบใจ ก่อนจะรื้อกระเป๋าเพื่อเช็คของตามที่สั่งไป
ปริมมีสีหน้าชิงชัง “ข้ามชายแดนไปแล้ว นายจะจัดการกับอีสองตัวนั่นยังไง” ปริมรอคำตอบ
พิสัยเงยหน้ามองปริมแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์

ลาภิณเดินหน้าเครียดนำนทีเข้ามาในโถงบ้านก่อนจะยกมือไหว้มยุรีที่นั่งหน้าเครียดคุยกับนวัชอยู่ มยุรีเห็นก็รับไหว้
ลาภิณเครียด “ได้ข่าวเจรึยังครับ”
มยุรีเป็นห่วงลูกมาก “ยังเลยค่ะ หนูฐาก็ยังติดต่อไม่ได้เหมือนกัน ตอนแรกน้าก็ยังไม่ได้คิดเอะใจอะไร แต่ตอนนี้น้าว่าชักไม่ดีแล้วล่ะ”
นวัชพูดหน้าเครียด “ผมเช็คดูแล้ว 3-4 ชั่วโมงมานี่ยังไม่มีอุบัติเหตุใหญ่ โรงพยาบาลแถบนี้ก็เช็คแล้วไม่มีเจกับฐาเข้ารักษาแน่นอน”
ลาภิณถอนหายใจยาวออกมา “ก็สบายใจได้ระดับนึง”
“ตอนนี้ผมให้เพื่อนตรวจสัญญาณมือถืออยู่ว่าครั้งสุดท้ายที่เจโทรหาผม เค้าอยู่ที่ไหน” นวัชบอก
“เป็นไปได้มั้ยครับ ว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับไอ้พิสัย” นทีถาม
“เดี๋ยวเถอะนที พูดจาให้ดีๆ หน่อย ไม่สุภาพเลย” มยุรีว่าลูกชาย
นทีเจ็บแค้น “คนอย่างมันต้องสุภาพทำไมอีกแม่ มันนั่นแหละจับตัวพี่เจกับพี่ฐาไป”
มยุรีถอนหายใจออกมาด้วยความเครียด
เสียงโทรศัพท์มือถือนวัชดังขึ้น นวัชดูเบอร์โชว์
นวัชรับสายแล้วคุย “เออว่าไง” นวัชดีใจ “แน่ใจนะ ไหนทวนทะเบียนรถมาซิ”
ทุกคนมองนวัชด้วยความสนใจ

กลางดึก พิสัยนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงโดยวางปืนไว้ที่หัวนอนไม่ให้ห่างตัว เขาพลิกตัวกลับไปอีกด้าน จนหน้าไปชนกับหน้าเละๆ ของศพปองที่นอนในสภาพเน่าเฟะอยู่ข้างๆ พิสัยขยับหน้าทำจมูกฟุดฟิดในขณะที่ยังหลับตาอยู่ จมูกของเขาเปื้อนเลือดและหนองจากหน้าปอง พิสัยคันจึงยกมือขึ้นเกาแล้วรู้สึกว่ามือไปชนกับหน้าคนอื่น พิสัยค่อยๆ ขยับมือคลำไปที่หน้าของปอง
พิสัยรู้สึกทะแม่งๆ จึงลืมตาโพลง แล้วเขาก็แหกปากร้องลั่นห้องเมื่อเห็นศพปองนอนอยู่ข้างๆ พอพิสัยจะลุกขึ้นก็ต้องร้องเสียงหลงและมีหน้าตาช็อคอีก เมื่อเห็นศพย้งยืนคร่อมตัวของเขาอยู่ด้วยหน้าตาอาฆาต
ไม่ทันที่พิสัยจะร้อง ย้งก็ถีบยอดอกพิสัยจนล้มไปนอนกับเตียงแล้วขึ้นไปเหยียบกลางตัวของพิสัย พิสัยพยายามแผดเสียงร้องของความช่วยเหลือ แต่เสียงก็ไม่ออกเขามีอาการคล้ายคนถูกผีอำ

พิสัยแหกปากสุดเสียงแต่เสียงก็ไม่ออก เขากลัวสุดชีวิตจนหน้าซีดตัวสั่น “ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
พิสัยพยายามจะดิ้นแต่แขนขาของเขาก็เหมือนถูกตรึงไว้จนขยับไม่ได้
ทันใดนั้นประตูห้องก็ค่อยๆ เปิดออก
พิสัยมีสีหน้าที่มีความหวังขึ้นมา เขาพยายามแหกปากร้องแต่เสียงไม่ออก “ช่วยด้วย”
ทันทีประตูห้องเปิดกว้างเขาก็เห็นวิญญาณชูจิตยืนอยู่หน้าประตูห้องในสภาพหน้าซีดขาว น้ำตาไหล พิสัยช็อคยิ่งกว่าเดิม เขาดีดตัวหนีจนหลุดจึงเด้งตัวไปชิดหัวเตียงด้วยอาการหวาดกลัวที่สุด
ชูจิตพูดนิ่งๆ ทั้งน้ำตา “พิสัย เธอฆ่าพี่ได้ลงคอ เธอทำกับพี่ได้ยังไง”
พิสัยฉวยปืน “ไป อย่ามายุ่งกับกู ไปให้พ้น”
พิสัยหลับหูหลับตายิงปืนไปทั่วห้องคล้ายคนสติแตกด้วยความหวาดกลัว

เจติยาและนิษฐาที่ถูกมัดมือมัดเท้านั่งหลับพิงผนังห้องอยู่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงดังโวยวายของพิสัย
จากห้องนอนที่อยู่ข้างๆ นิษฐาและเจติยาสบตากันด้วยความสงสัย ทันใดนั้นทั้งสองก็ได้ยินเสียงพิสัยโวยวายดังขึ้นมาอีก
“อย่าเข้ามา ไปๆ อย่าเข้ามา ฉันกลัวแล้ว”
นิษฐามีแววตางงๆ ขณะที่เจติยากลับยิ้มดีใจเพราะรู้ทันทีว่าใครมาช่วยเธอ

พิสัยหนีลงบันไดมาที่โถงพร้อมกับหอบกระเป๋าที่ปริมเอามาให้และปืนติดตัวตลอดเวลา พิสัยกวาดตามองไปทั่วโถงด้วยความหวาดกลัว แล้วก็เหมือนเห็นอะไรอีกเขาจึงแหกปากร้องลั่นด้วยสีหน้าหวาดกลัว ก่อนจะหกล้มล้มลุกคลุกคลานแต่ก็รีบพาตัวเองไปเปิดประตูโถงอย่างร้อนรนแล้ววิ่งเตลิดหนีออกไปจากบ้านทันที

เจติยาและนิษฐาพยายามใช้หัวไหล่ช่วยขยับผ้าปิดปากของอีกฝ่ายจนผ้าที่ผูกปากหลวมและหลุดออกจนได้
“นายพิสัยเป็นอะไร ร้องเหมือนเจอผี” นิษฐาสงสัย
เจติยายิ้มพอใจ “สมน้ำหน้า” เจติยาเหลือบตามองไปด้านหลังของนิษฐาแล้วก็ยิ้มดีใจ “คุณท่าน”
นิษฐาตาเบิกโพลง เธอหันขวับไปมองด้านหลังแต่ก็ไม่เห็นใคร
“คุณท่านอะไรของแก” นิษฐาชักใจไม่ดี
เสียงชูจิตดังขึ้น “ปลอดภัยแล้วหนูเจ พิสัยหนีเตลิดไปแล้ว ไม่ต้องกลัวแล้วนะ”
เจติยาเงยมองใครสักคนที่ยืนอยู่ด้านหลังนิษฐา
“ขอบคุณมากค่ะคุณท่าน” เจติยาพูด
นิษฐาขนลุกซู่ด้วยความกลัว “แม่คุณลาภิณเหรอ”
“ใช่ คุณท่านมาช่วยพวกเรา” เจติยาตอบ
นิษฐากลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ “อยู่ไหน”
“ข้างหลังเธอ”
นิษฐาหลับตาปี๋แล้วพนมมือไหว้ “ไปรึยัง บอกท่านนะว่าไม่ต้องมาให้ฉันเห็นนะ ฉันไม่ชอบ ฉันจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้”
เจติยายิ้มบางๆ “ท่านไปแล้วล่ะ”
นิษฐาค่อยโล่งอก เธอลืมตาขึ้นทันทีที่ลืมตานิษฐากลับเห็นเงาของชูจิตสะท้อนอยู่ที่กระจกหน้าต่างห้อง นิษฐากรีดร้องลั่นพร้อมกับดีดตัวไปหาเจติยาพร้อมกับซุกหน้ากับตัวเจติยา
“อะไรของแก” เจติยาถาม
“ฉันเห็นคุณท่านแล้ว อยู่ที่หน้าต่าง”
“ท่านมาดี มาช่วยเรา ไม่ต้องกลัวหรอกน่ะ รีบมาช่วยกันแก้เชือกก่อนเถอะ เดี๋ยวมันจะย้อนกลับมาอีก” นิษฐายังกลัวจึงก้มหน้าซุกเจติยาไม่ยอมขยับ เจติยาได้แต่ถอนหายใจเพราะเซ็งเพื่อน

ลาภิณ นวัชและตำรวจ 2 นายเดินมาที่รถนิษฐาที่จอดหลบมุมอยู่ท้ายซอย โดยมีเศษใบไม้กิ่งไม้ปกคลุมอยู่บนหลังคารถ นวัชส่องไฟฉายเข้าไปดูในรถ ลาภิณมองด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ไม่มีใคร” นวัชบอก
ลาภิณมีท่าทางโล่งใจ
ทันใดนั้นก็มีเสียงคนแหกปากร้องโวยวายด้วยความหวาดกลัวดังมา
“ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย”
ลาภิณจำได้ “เสียงน้าพิสัย”
นวัชและตำรวจทุกนายกระชับอาวุธปืนวิ่งไปยังซอยที่ได้ยินเสียงทันที ทันใดนั้น พิสัยก็วิ่งหนีตายกระหืดกระหอบมาอย่างคนที่กลัวจนสติแตก
พิสัยทำท่าเตะต่อยอาละวาดมั่วไปหมด “ไป อย่าตามมา ฉันกลัวแล้ว ไปให้พ้น”
ลาภิณตกใจเพราะนึกไม่ถึง “น้าพิสัย”
นวัชและตำรวจรีบเข้าไปจับตัวพิสัยทันที พิสัยอาละวาดไม่ยอมให้จับแต่ก็สู้แรงไม่ได้
พิสัยเห็นลาภิณ “ต้น ช่วยอาด้วย น้ากลัวแล้ว” พิสัยยกมือไหว้จนท่วมหัว
ลาภิณเข้าไปกระชากคอเสื้อพิสัยแล้วคาดคั้นเสียงแข็ง “เจอยู่ไหน” ลาภิณจ้องพิสัยเขม็ง

นิษฐาพยายามยกแขนให้เจติยาใช้ปากกัดเชือกที่ผูกมือไว้ให้ขาด ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกกระแทกเปิดโครมเข้ามา สองสาวตกใจมาก ลาภิณและนวัชรีบวิ่งเข้ามาในห้องด้วยความเป็นห่วง พอเห็นเจติยาปลอดภัยลาภิณก็ดีใจมากจนลืมตัวจึงตรงเข้าไปกอดเจติยาเอาไว้ นวัชอดที่จะอึ้งไปไม่ได้ นิษฐาเหล่มองเพื่อนแล้วก็อยากได้กอดบ้างจึงทำร้องไห้ฟูมฟายเรียกหานวัช
“พี่หมวด”
นวัชรีบตรงเข้าไปหา นิษฐาสำออยร้องไห้ฟูมฟายเบียดนวัชจนนวัชต้องสวมกอดเธอ

นวัชกอดปลอบ “ไม่ต้องร้องนะ ปลอดภัยแล้ว”
นิษฐาแอบยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับเหลือบตามองไปที่เจติยา
เจติยาเขิน “หายใจไม่ออก”
ลาภิณยอมขยับตัวออกเพราะเขินเหมือนกัน
“จะไม่ช่วยแก้มัดรึไง” เจติยาถาม
ลาภิณยิ้มกริ่มก่อนจะช่วยแก้มัดให้เจติยาที่ยิ้มเขิน ส่วนนิษฐายังฟอร์มร้องไห้ฟูมฟายให้นวัชกอดปลอบใจอยู่

พิสัยมีอาการหวาดกลัวแบบคนประสาทหลอน เขาซุกตัวอยู่ที่มุมห้องขังพร้อมกับกรอกตามองไปทั่ว พิสัยมองไปตามมุมมืดๆ ของห้องขังทีละมุมแต่ก็ไม่มีใคร พิสัยโล่งใจ ทันใดนั้นศพย้งก็ตกโครมลงมาตรงหน้า พิสัยแหกปากร้องลั่นพร้อมกับกระโจนหนีไปเหยียบศพปองที่นอนตายอยู่อีกมุม ศพปองลืมตาโพลงแล้วจับขาพิสัยเอาไว้
พิสัยร้องไห้อย่างสติแตก “ปล่อยกู” พิสัยแหกปากลั่น “คุณตำรวจ ช่วยผมด้วย เอาผมออกไปที ผีเต็มห้องขังไปหมดเลย”
ตำรวจเวร 2 นายยืนมองมาที่พิสัยก็เห็นว่าพิสัยอยู่คนเดียวในห้องขังและกำลังแหกปากร้องโวยวาย ทำท่าเหมือนถูกจับขาเอาไว้ ทั้งๆ ที่ไม่มีใคร
“ผมกลัว ช่วยผมด้วย ผีจับขาผมเอาไว้คุณตำรวจ”
“ท่าจะประสาทหลอน” ตำรวจนายหนึ่งพูด
“หรือไม่ก็แกล้งบ้า” ตำรวจอีกนายส่ายหน้า
แล้วตำรวจสองนายก็พากันเดินออกไป
“คุณตำรวจอย่าทิ้งผมไป ผมไม่อยากอยู่คนเดียว ผมกลัว”
พิสัยกระโจนไปเขย่ากรงห้องขังด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะวิ่งหนีไปทั่วห้องแล้วไปนั่งคุดอยู่มุมห้องขัง
ด้วยท่าห่อตัว กุมหัวตัวเองพร้อมหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว

ภาพนิ่งพิสัยกับลาภิณคนละครึ่งจอปรากฏที่หน้าจอโทรทัศน์ พร้อมกับเสียงผู้ประกาศข่าวกำลังเล่าข่าว
“สรุปว่าฆาตกรที่ทำการสังหารโหดนางชูจิต บูรณิน เจ้าของธุรกิจจัดงานศพครบวงจรอันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่แท้ก็คือน้องชายแท้ๆ ของตัวเอง เราไปฟังภาพการแถลงข่าวกันเลยนะคะ”
เจติยาที่แต่งตัวจะไปทำงานและนทีที่แต่งชุดนักเรียนกำลังดูข่าวจากทีวี
เจติยากดรีโมทปิดโทรทัศน์ “จบซะที”
นทีพูดนิ่งๆ “ไม่ต้องกลัวผมหรอกนะพี่เจ ผมฆ่าพี่ไม่ลงหรอก”
เจติยาเหล่มองน้องชาย “ที่พูดเนี่ยจะให้ซึ้ง หรือให้สบายใจ หรืออารมณ์ไหน ฉันเดาไม่ถูก”
มยุรียิ้มๆ “แม่ไม่มีมรดกเหลือให้เราสองคน ขนาดต้องมาแย่งชิง จนฆ่ากันตายหรอกจ้ะ”
“จะฆ่ากันเพราะเกี่ยงใช้หนี้แทนแม่มากกว่า” นทีแซว
มยุรีดุแบบยิ้มๆ “เดี๋ยวเถอะเจ้านที ถึงแม่จะไม่รวยก็ไม่สร้างหนี้สินทิ้งไว้ให้พวกเราหรอกย่ะ ไปเรียนได้แล้ว พูดมาก”
เจติยายิ้มๆ แล้วยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะแม่”
นทียกมือไหว้ “สวัสดีครับ”
เจติยาและนทีเดินออกไปจากบ้าน เจติยากอดคอนทีแล้วพากันเดินออกไป มยุรีมองตามลูกทั้งสองคนที่ปรับความเข้าใจกันได้แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างสบายใจ

ปริมเทยาจำนวนหนึ่งออกจากขวดใส่มือที่สั่นเทาจนเต็มฝ่ามือ ปริมมองยาด้วยท่าทางลังเลและสับสนในความคิด ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของปริมก็ดังขึ้น ปริมสะดุ้งตกใจก่อนจะจำเสียงเรียกเข้าที่ตั้งพิเศษเอาไว้ได้
ปริมดีใจมาก “พ่อ”
ปริมมือไม้สั่นพร้อมกับกรอกยาลงขวดแล้วรีบไปหยิบโทรศัพท์มากดรับ
ปริมคุยโทรศัพท์มือถือแล้วร้องไห้ “คุณพ่อ ช่วยปริมด้วยนะคะ ปริมถูกใส่ร้าย ปริมไม่รู้เรื่อง ไอ้พิสัยมันหลอกใช้ปริม คุณพ่อต้องช่วยปริมนะคะ ปริมไม่ยอมติดคุกเด็ดขาด ถ้าปริมติดคุก ปริมจะฆ่าตัวตาย ได้ยินมั้ยคะคุณพ่อ” ปริมฟังพ่อแล้วร้องไห้ฟูมฟาย
ปริมเหวี่ยงโทรศัพท์ไปบนเตียง เธอหันไปหยิบขวดยามาเทเพื่อจะกินแต่มือก็สั่นไม่ยอมหยุดเพราะจะกินก็ยังไม่กล้า ปริมทนไม่ไหวจึงกรีดร้องลั่นห้องเพื่อระบายความเครียดแล้วปาขวดยาทิ้งก่อนจะฟุบหน้าร้องไห้ฟูมฟายเพราะกลัวความผิดจะมาถึงตัวและกลัวความลับแตก

เจติยาเดินสะพายเป้เข้าบริษัทมาอย่างอารมณ์ดี เธอยิ้มแย้มทักทายคนโน้นคนนี้มาตลอด ทันใดนั้นเจติยาก็เห็นปองและย้งยืนหน้าขาวซีดรออยู่หลังต้นไม้ตกแต่งสำนักงาน เจติยาผงะไปด้วยความตกใจ เธอเหล่มองพนักงานแล้วทำเป็นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทำหยุดเดินเช็คข้อความแต่แอบพูดกับปองและย้งไม่ให้ผิดสังเกต
เจติยาทำเป็นก้มหน้าเช็คโทรศัพท์แต่แอบพูดคุยกับปองและย้งเบาๆ “มาดักรอฉันทำไม ไปคุยที่ห้องแต่งศพดีมั้ย”
“ไม่จำเป็น เรากำลังจะไปแล้ว” ปองบอก
“เธอทำให้ทุกคนรู้ความชั่วของไอ้พิสัยแล้ว พวกเราก็ไม่มีอะไรติดค้างในใจอีก” ย้งพูด
ทันใดนั้นลาภิณก็เดินผ่านมา ลาภิณเห็นเจติยายืนพูดอยู่คนเดียวก็หยุดมองด้วยความแปลกใจ
เจติยายิ้มรับ “ถ้างั้นก็ขอให้โชคดี ชาติหน้าถ้าได้เกิดใหม่ ก็อย่าทำตัวแบบนี้อีกแล้วกัน”
ปองรำคาญ “ไม่ต้องมาสอนพวกฉันหรอก เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ”
วิญญาณปองและย้งจ้องเจติยาเขม็งก่อนจะเลือนหายไป
เจติยาเหยียดปากด้วยความหมั่นไส้ใส่
ลาภิณเดินเข้ามาหาเจติยา “คุยกับใครอยู่เหรอเจ”
เจติยาสะดุ้งเฮือก
“โทษที ตกใจเหรอ” ลาภิณถาม
“ไม่เป็นไรค่ะ ปองกับย้งกำลังจะไปใช้กรรมของเค้า ก็เลยมาลาน่ะค่ะ”
ลาภิณร้อนใจ “แล้วคุณแม่ไปรึยัง”
เจติยาหันมองไปทางด้านหลังของลาภิณ
ลาภิณหันขวับไปตามสายตาเจติยาแต่ก็ไม่เห็นใคร
“ยังค่ะ”
ลาภิณหันมามองหน้าเจติยา
“ฉันขอคุยกับคุณแม่ได้มั้ย” ลาภิณถาม
เจติยาหน้านิ่งไปคล้ายกำลังรับฟังอะไรบางอย่างแล้วจึงตอบลาภิณ “ไปที่ห้องทำงานคุณดีกว่าค่ะ”
ลาภิณยิ้มดีใจออกมา

ลาภิณหันไปมองรอบๆ ตัวภายในห้องทำงานของเขา โดยมีเจติยาอยู่ใกล้ๆ
“คุณแม่อยู่ตรงไหน” ลาภิณถาม
เจติยายิ้มบางๆ “ท่านอยู่ข้างหลังคุณค่ะ”
วิญญาณชูจิตยืนอยู่ข้างหลังลาภิณ ลาภิณหันขวับไปมองก็เห็นแต่ความว่างเปล่า
“คุณอยากพูดอะไรก็พูดได้เลยค่ะ คุณท่านรับรู้ทุกอย่าง เพียงแต่คุณไม่เห็นแล้วก็ไม่ได้ยินท่านเท่านั้นเอง”
ลาภิณค่อยๆ คุกเข่าลงต่อหน้าวิญญาณชูจิต แล้วลาภิณก็ก้มลงกราบเท้าชูจิต ชูจิตก้มมองลูกชายแล้วก็น้ำตาคลอ
ลาภิณเงยหน้าขึ้นมาพนมมือไหว้ชูจิตด้วยใบหน้าเศร้าๆ “ผมขอโทษที่เคยพูดจาล่วงเกินคุณแม่ไป ยกโทษให้ผมด้วยนะครับ”
ชูจิตยิ้มบางๆ “แม่ไม่เคยโกรธต้นหรอกลูก ต้นเป็นลูกที่ดีของแม่เสมอ”
เจติยาบอกต่อให้ลาภิณฟัง
“คุณท่านไม่เคยโกรธคุณ ท่านบอกว่าคุณเป็นลูกที่ดีของท่านเสมอ”
ลาภิณยิ้มออกมาด้วยความสบายใจ

อ่านละคร รากบุญ วันที่ 4 ธ.ค. 55

รากบุญ บทประพันธ์ของ ช่อมณี จากบริษัท ทีวีซีน จำกัด
รากบุญ บทโทรทัศโดย เอกลิขิต
รากบุญกำกับการแสดงโดย ย้ง ธราธร
รากบุญ ผู้จัดโดย ปิ่น ณัฏฐนันท์ ฉวีวงษ์
ละครแนวลึกลับ สืบสวน ให้แง่คิดเรื่องความสุขแท้จริง บาปบุญ คุณโทษและคุณค่าของเวลา
ติดตามชมละครเรื่องรากบุญ ได้ทางไมยทีวีสีช่อง 3
ออกอากาศตอนแรก วันที่ 16 พฤศจิกายน 2555
ที่มา manager






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น